วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=O5iuLpxPUXY&feature=related ที่มาhttp://www.youtube.com/watch?v=RgcBuVJyv38&feature=relmfu ที่มาhttp://www.youtube.com/watch?v=vI0Q_NXr5bo&feature=related

สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมภาคเหนือ


สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม  จังหวัดสุโขทัย

วัดมหาธาตุ



                 ตั้งอยู่กลางเมือง เป็นวัดใหญ่ และวัดสำคัญของกรุงสุโขทัย มีพระเจดีย์มหาธาตุทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นศิลปะแบบสุโขทัยแท้ ตั้งเป็นเจดีย์ประธาน ล้อมรอบด้วยเจดีย์ 8 องค์ บนฐานเดียวกัน คือ ปรางค์ศิลาแลงตั้งอยู่ที่ทิศทั้ง 4 และเจดีย์ทรงปราสาทก่อด้วยอิฐที่ได้รับอิทธิพลมาจากล้านนา จากการสำรวจ  พบว่าบริเวณวัดมหาธาตุมีเจดีย์แบบต่าง ๆ มากถึง 200 องค์ วิหาร 10 แห่ง ซุ้มพระ (มณฑป) 8 ซุ้ม พระอุโบสถ 1  แห่ง ตระพัง 4 แห่ง  ด้านตะวันออกบนเจดีย์ประธานมีวิหารขนาดใหญ่ก่อด้วยศิลาแลง มีแท่นซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระศรีศากยมุนี ปัจจุบันได้รับการเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพมหานคร ที่ด้านเหนือ และด้านใต้ของเจดีย์มหาธาตุมีพระพุทธรูปยืนภายในซุ้มพระ เรียกว่า "พระอัฏฐารศ"
กลับ

  วัดชนะสงคราม



                 ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของวัดมหาธาตุ ใกล้กับโบราณสถานที่เรียกว่าหลักเมือง เดิมเรียกว่า วัดราชบูรณะ มีลักษณะเด่นคือ เจดีย์ทรงระฆังกลมขนาดใหญ่ เป็นเจดีย์ประธาน และมีวิหาร โบสถ์ เจดีย์รายต่าง ๆ
กลับ

เนินปราสาทพระร่วง หรือเขตพระราชวังในสมัยสุโขทัย

 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกติดกับวัดมหาธาตุ มีโบราณสถานแห่งหนึ่งเรียกว่า เนินปราสาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสันนิษฐานว่าบริเวณนี้เคยเป็นฐานปราสาทราชวัง ของกษัตริย์เมืองสุโขทัย กรมศิลปากรได้ขุดแต่งบูรณะ เมื่อ พ.ศ. 2526 พบฐานอาคารแบบฐานบัวค่ำ บัวหงาย มีลักษณะเป็นฐานสูงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 27.50X51.50 เมตร มีบันไดที่ด้านหน้า และด้านหลัง
กลับ

วัดตระพังเงิน



(คำว่า “ตระพัง” หมายถึง สระน้ำ หรือหนองน้ำ) เป็นโบราณสถานสำคัญ ตั้งอยู่บริเวณขอบตระพังเงินด้านทิศตะวันตกของวัดมหาธาตุ ห่างจากวัดมหาธาตุ 300  เมตร โบราณสถานนี้ไม่มีกำแพงแก้ว ประกอบด้วยเจดีย์ทรงดอกบัวตูมเป็นประธาน ลักษณะเด่นของเจดีย์ทรงดอกบัวตูม คือ มีจระนำที่เรือนธาตุทั้งสี่ด้านประดิษฐานพระพุทธรูปยืน และพระพุทธรูปปางลีลา (จระนำ หมายถึง ชื่อซุ้มท้ายวิหาร หรือท้ายโบสถ์ มักเป็นช่องตัน) วิหารประกอบอยู่ด้านหน้า และทางด้านตะวันออกของเจดีย์เป็นเกาะมีโบสถ์ตั้งอยู่กลางน้ำ


วัดสระศรี



เป็นวัดที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัดมหาธาตุ เป็นโบราณสถานสำคัญอยู่บริเวณกลางสระน้ำที่มีขนาดใหญ่ ชื่อว่า ตระพังตระกวน และสิ่งสำคัญของวัดประกอบด้วยเจดีย์ประธานทรงลังกา ด้านหน้าวิหารขนาดใหญ่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย มีเจดีย์ขนาดเล็ก ศิลปศรีวิชัยผสมลังกา ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ มีซุ้มพระพุทธรูป    4  ทิศ ด้านหน้ามีเกาะกลางน้ำขนาดย่อมเป็นที่ตั้งของพระอุโบสถขนาดเล็ก วัดแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นจุดที่มีทัศนียภาพที่สวยงาม


วัดศรีสวาย



                ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของวัดมหาธาตุ ห่างออกไปประมาณ 350  เมตร โบราณสถานที่สำคัญตั้งอยู่ในกำแพงแก้ว ประกอบด้วยปรางค์ 3  องค์ รูปแบบศิลปะลพบุรี ลักษณะของปรางค์ค่อนข้างเพรียว ตั้งอยู่บนฐานเตี้ย ๆ ลวดลายปูนปั้นบางส่วนเหมือนลายบนเครื่องถ้วยจีน สมัยราชวงศ์หยวน ได้พบทับหลังสลักเป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ ชิ้นส่วนของเทวรูป และศิวลึงค์ที่แสดงให้เห็นว่าเคยเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูมาก่อน แล้วแปลงเป็นพุทธสถานโดยต่อเติมวิหารขึ้นที่ด้านหน้า แล้วเป็นวัดในพุทธศาสนาภายหลัง

ที่มา  http://www.sukhothai.go.th/tour/tour_01.htm
สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม  จังหวัดแพร่


การท่องเที่ยววัดจอมสวรรค์ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญของจังหวัดแพร่ โดยวัดตั้งอยู่บนถนนยันตรกิจโกศล ตำบลทุ่งกวาว ห่างจากศาลากลางจังหวัด 1 กิโลเมตร


     วัดจอมสวรรค์เป็นวัดไทยใหญ่ สร้างแบบสถาปัตยกรรมพม่า หลังคาซ้อนลดหลั่นเป็นชั้นประดับประดาลวดลายฉลุ อารามเป็นไม้สัก ใช้เป็นทั้งโบสถ์ วิหาร และกุฏิ ภายในอารามแสดงให้เห็นฝีมือการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เพดาน และเสาฉลุไม้ประดับกระจกสีงดงาม

     โบราณวัตถุภายในวัด ได้แก่ หลวงพ่อสาน เป็นพระพุทธรูปที่สร้างโดยใช้ไม้ไผ่สานเป็นองค์ลงรักปิดทอง พระพุทธรูปงาช้าง ซึ่งเป็นศิลปะแบบพม่า คัมภีร์งาช้าง หรือคัมภีร์ปาติโมกข์ โดยนำงาช้างมาบดแล้วอัดเป็นแผ่นบาง ๆ เขียนลงรักแดง จารึกเป็นอักษรพม่า และยังมี บุษบก ลวดลายวิจิตรงดงามประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อน

      วัดจอมสวรรค์นี้สร้างสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2437 โดยชาวเงี้ยว ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ในพม่า และเดินทางมาค้าขายที่เมืองแพร่ เมื่อเกิดเหตุการณ์เงี้ยวปล้นเมืองแพร่ วัดจึงถูกปล่อยให้ทรุดโทรม ต่อมาได้รับการบูรณะจากชาวไทยใหญ่

วัดพระธาตุช่อแฮ



เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ พระธาตุช่อแฮ เป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระธาตุช่อแฮ ซึ่งเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ ที่บรรจุเส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้า มีประวัติความเป็นมาว่าสร้างในสมัยสุโขทัย เป็นพระธาตุรูปทรง แปดเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสอง สูงประมาณ ๓๓ เมตรศิลปะแบบเชียงแสนบุด้วยทองดอกบวบ เป็นพระธาตุประจำปีเกิด ของคนเกิดปีขาล(เสือ)ผู้ที่ได้มาเที่ยวจังหวัดแพร่ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการได้ไปเที่ยววัดพระธาตุช่อแฮ และไปกราบไหว้พระเจ้าทันใจ และหลวงพ่อ ช่อแฮ เพื่อเป็นศิริมงคลต่อตัวเองและครอบครับผู้ที่มาเที่ยวองค์พระธาตุเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ๑ ใน ๑๒ ราศรี คือเป็น พระธาตุประจำปีเกิดปีขาล(เสือ)หากว่าผู้ที่เกิดปีขาลนำผ้าแพรสามสีมาถวายจะทำให้ชีวิตมีพลังคุ้มครองป้องกันศัตรูได้ การสวด และไหว้ให้เริ่มต้นนะโม ๓ จบสวดตามด้วยคาถาบูชาพระธาตุ ๕ จบ พลังบารมีจะดลปันดาล ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นปัจจุบันวัดพระธาตุช่อแฮได้พัฒนาทุกๆ ด้านให้สมกับเป็นวัดคู่บ้าน คู่ เมือง เมือง โดยมี พระครูวิมลกิตติสุนทร เจ้าอาวาสชาวจังหวัดแพร่ได้จัดงานประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮขึ้นระหว่างขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๔ ใต้ เดือน ๖ เหนือ ทุกปี โดยใช้ชื่อว่า"งานไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง" บันใดนาคทางด้านทิศตะวันออก และทิศใต้องค์พระธาตุมีอายุหลายร้อยปี สันนิฐานว่าสร้างหลังจากองค์พระธาตุสร้างเสร็จ


วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี

วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดที่ได้รวบรวมเอาศิลปกรรมชั้นยอดของหลาย ๆ ที่มารวมกันไว้ที่วัดแห่งนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะแบบล้านนา และศิลปะแบบสิบสองปันนาในมณฑลยูนานของประเทศจีน เรียกว่าทุกชิ้นงานนั้น ประณีตงดงาม มากด้วยคุณค่าครับ วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 ตำบลเด่นชัย จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีระยะทางห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 527 วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่ริมถนนหมายเลข 101 สายเด่นชัย – ลำปาง ห่างจากสามแยกเด่นชัยประมาณ 5 กิโลเมตร หลังจากขับรถผ่านค่ายทหาร ม.พันสิบสอง หรือค่ายพญาไชยบูรณ์ สังเกตุด้านขวามือให้ดี ๆ ครับ เพราะจะเห็นวัดนี้ตั้งอยู่บนม่อนดอยโทน สูงเกือบ 200 เมตร แต่สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดก็คือ องค์พระพุทธไสยาสน์

วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร

         พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่บนถนนเจริญเมือง บริเวณใจกลางเมือง ในเขตเทศบาลเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เป็นวัดสำคัญประจำจังหวัดแพร่ เป็นพระอารามหลวง มีปูชนียวัตถุสำคัญ คือ พระพุทธบาทจำลอง พระเจดีย์มิ่งเมือง และพระพุทธโกศัยศิริชัยศากยมุนี ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดแพร่ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่พระพุทธศาสนา และการศึกษาด้านปริยัติธรรมของจังหวัดแพร่ และเป็นที่ตั้งวิทยาเขตของมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
           วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร เป็นวัดที่เกิดจากการรวมวัดโบราณ ๒ วัด คือ วัดพระบาท และวัดมิ่งเมือง ซึ่งอยู่ใกล้กันเพียงแค่ถนนคั่น วัดทั้งสองเป็นวัดขนาดใหญ่ และเป็นวัดประจำจังหวัดแพร่ วัดพระบาทเป็นวัดที่อุปราชหรือเจ้าหอหน้า เป็นมรรคทายก เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง และมีพระธาตุมิ่งเมืองเป็นสัญลักษณ์ วัดทั้ง ๒ แห่งนี้ สร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏสันนิษฐานว่า เจ้าผู้ครองนครแพร่เป็นผู้สร้างขึ้น จากการศึกษาอันดับเจ้าอาวาสวัดพระบาท ที่มีการปกครองกันมาอย่างต่อเนื่อง สันนิษฐานว่าวัดพระบาทน่าจะสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. ๒๓๘๐ ซึ่งเป็นปีเกิดของพระครูพุทธวงศาจารย์เจ้าอาวาส ที่สามารถทราบประวัติได้ ส่วนวัดมิ่งเมืองก็น่าจะสร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน
     พ.ศ. ๒๔๙๒ รวมวัดทั้งสองแห่งเป็นวัดเดียวกัน โดยใช้ชื่อว่า วัดพระบาทมิ่งเมือง พ.ศ. ๒๔๙๘ วัดพระบาทมิ่งเมือง ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรีชนิดวรวิหาร มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร




ที่มา  http://www.heroparttime.com/%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%84/
http://bybyekaa.blogspot.com/2011/09/blog-post_6956.html

สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม  จังหวัดน่าน

ต้นดิกเดียม วัดปรางค์
ต้นดิกเดียม ต้นไม้พันธุ์พฤกษา เป็นต้นไม้หันหลังให้แดด หันหน้าเข้าวัด ต้นไม้ประหลาดต้นนี้เป็นต้นอารมณ์ขัน ใบไม้จะไหวสั่นทุกครั้ง ที่ถูกคนสัมผัส สามารถไปชมได้ทุกวัน แต่ไม่ควรไปลูบคลำเนื่องจากในประเทศไทยมีอยู่ต้นเดียว เจ้าอาวาสที่วัดท่านจะลูบให้ดู

วัดต้นแหลง
เป็นวัดโบราณไทยล้านนา ลักษณะเดียวกับบ้านเรือนแบบเดิมของชาวไทลื้อแถบสิบสองปันนา ประตูทางเข้าตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก เพื่อให้แสงแรกของวันสาดส่องมาต้ององค์พระประธานและเพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่เข้ามาในวิหารมุ่งความสนใจไปที่องค์พระประธาน ทั้งยังก่อให้เกิดบรรยากาศที่สงบนิ่งเหมาะกับการน้อมจิตสู่สมาธิ

วัดพระธาตุแช่แห้ง
เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ พระธาตุแช่แห้งเป็นพระธาตุประจำปีเถาะ ชาวล้านนาเชื่อว่า หากได้เดินทางไป “ชุธาตุ” หรือนมัสการพระธาตุประจำปีเกิดจะได้รับอานิสงส์อย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมวัดพระธาตุแช่แห้งได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 06.00-18.00 น.

วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร
ลักษณะสถาปัตยกรรมของวัดพระธาตุช้างค้ำนี้สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของศิลปะสุโขทัย รอบฐานองค์พระเจดีย์ก่ออิฐถือปูนและปั้นเป็นรูปช้างครึ่งตัว ด้านละ 5 เชือก และที่มุมทั้งสี่อีก 4 เชือก ดูคล้ายจะเอาหลังหนุน หรือ “ค้ำ” องค์เจดีย์ไว้

วัดพระธาตุเขาน้อย
องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทั้งองค์ ศิลปะพม่าผสมล้านนา ภายในบรรจุ
พระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์
ครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดชฯ

แหล่งเตาเผาและเครื่องเคลือบบ้านบ่อสวก
ในอดีตเคยเป็นแหล่งผลิตเครื่องเคลือบภาชนะดินเผาที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองน่าน
มีรูปแบบและกรรมวิธีการผลิตเป็นลักษณะเฉพาะของตัวเอง

ที่มา  http://www.bkkfly.com/travel/thailand/nan.html

สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม  จังหวัดลำพูน

วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร
ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลำพูน มีถนนล้อมรอบสี่ด้าน คือ ถนนอัฎฐารสทางทิศเหนือ ถนนชัยมงคลทางทิศใต้ ถนนรอบเมืองทางทิศตะวันออก และถนนอินทยงยศทางทิศตะวันตก ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 150 เมตร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1651 ในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีระกา เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 06.00 - 18.00 น. ชาวต่างชาติเสียค่าเข้าชม 20 บาท
ภายในบริเวณวัดพระธาตุหริภุญชัยมีสิ่งที่น่าสนใจคือ
ซุ้มประตู ก่อนเข้าไปในบริเวณวัด จะผ่านซุ้มประตูฝีมือโบราณสมัยศรีวิชัย ก่ออิฐถือปูนประดับลวดลายวิจิตรพิสดาร ประกอบด้วยซุ้มยอดเป็นชั้นๆ หน้าซุ้มประตูมีสิงห์ใหญ่คู่หนึ่งยืนเป็นสง่าบนแท่นสูงประมาณ 1 เมตร สิงห์คู่นี้ปั้นขึ้นในสมัยพระเจ้าอาทิตยราชเมื่อทรงถวายวังให้เป็นสังฆาราม
วิหารหลวง เมื่อผ่านซุ้มประตูเข้าไปแล้ว จะเห็นวิหารหลังใหญ่เรียกว่า “วิหารหลวง” เป็นวิหารหลังใหญ่มีพระระเบียงรอบด้าน มีมุขออกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เป็นวิหารที่สร้างขึ้นใหม่แทนวิหารหลังเก่า ซึ่งถูกพายุพัดพังทลายไปเมื่อ พ.ศ. 2458วิหารหลวงใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศล และประกอบศาสนกิจทุกวันพระ ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธปฏิมาใหญ่ 3 องค์ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทองบนแท่นแก้วและมีพระพุทธปฏิมาโลหะขนาดกลางสมัยเชียงแสนชั้นต้นและชั้นกลาง
อีกหลายองค์
พระบรมธาตุหริภุญชัย ตั้งอยู่หลังวิหารหลวง ประดิษฐานพระเกศธาตุบรรจุในโกศทองคำ เจดีย์ประกอบด้วยฐานปัทม์ แบบฐานบัวลูกแก้วย่อเก็จ ต่อจากฐานบัวลูกแก้วเป็นฐานเขียงกลมสามชั้น ตั้งรับองค์ระฆังกลม บัลลังก์ย่อเหลี่ยม เจดีย์มีลักษณะใกล้เคียงกับพระธาตุดอยสุเทพที่จังหวัดเชียงใหม่ มีสัตถบัญชร (ระเบียงหอก ซึ่งเป็นรั้วเหล็กและทองเหลือง) 2 ชั้น สำเภาทองประดิษฐานอยู่ประจำรั้วชั้นนอกทั้งทิศเหนือและทิศใต้ มีซุ้มกุมภัณฑ์ และฉัตรประจำสี่มุม หอคอยประจำทุกด้านรวม 4 หอ บรรจุพระพุทธรูปนั่งทุกหอ นอกจากนี้ยังมีโคมประทีป และแท่นบูชาก่อประจำไว้เพื่อเป็นที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป พระบรมธาตุนี้นับเป็นปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งในล้านนามาตั้งแต่สมัยโบราณ ในวันเพ็ญเดือน 6 จะมีงานนมัสการ และสรงน้ำพระบรมธาตุทุกปี ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ. 1440 พระเจ้าอาทิตยราชกษัตริย์วงศ์รามัญผู้ครองนครลำพูนได้สร้างมณฑปครอบโกศทองคำ บรรจุพระบรมธาตุไว้ภายในและมีการสร้างเสริมกันต่อมาอีกหลายสมัย ต่อมาใน พ.ศ. 1986 พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้ปฏิสังขรณ์บูรณะเสริมองค์พระเจดีย์ขึ้นใหม่เป็นแบบลังกา ซึ่งปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ ทั้งนี้เพราะในสมัยพระเจ้าติโลกราชได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับลังกา
พระสุวรรณเจดีย์ หรือ ปทุมวดีเจดีย์ตั้งอยู่ทางขวาของพระบรมธาตุ สร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ 17 โดยพระนางปทุมวดี อัครมเหสีของพระเจ้าอาทิตยราช ภายหลังจากสร้างพระบรมธาตุเสร็จได้ 4 ปี พระสุวรรณเจดีย์องค์นี้เป็นทรงปรางค์ ๔ เหลี่ยม ฝีมือช่างละโว้ มีพระพุทธรูปประจำซุ้ม ฝีมือแบบขอมปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง ยอดพระเจดีย์มีทองเหลืองหุ้มอยู่ ภายใต้ฐานล่างเป็นกรุบรรจุพระเครื่อง

วัดพระยืน
ตั้งอยู่ที่บ้านพระยืน ตำบลเวียงยอง ข้ามลำน้ำกวง ไปตามทางหลวงหมายเลข 114 เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1029 ประมาณ 500 เมตร วัดพระยืนมีชื่อเดิมว่า วัดพฤทธมหา - สถาน ซึ่งพระเจ้าธรรมมิกราช กษัตริย์หริภุญชัย เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1606 - 1611 พระเจดีย์วัดพระยืนเป็นพระเจดีย์ทรงมณฑป มีพระพุทธรูปยืนทั้งสี่ทิศ เครื่องบนประกอบด้วยเจดีย์ห้ายอด โดยมีเจดีย์ทรงระฆังและเจดีย์ทรงกลมขนาดเล็กเป็นประธาน คล้ายคลึงกับอานันทเจดีย์ที่เมืองพุกาม และพระเจดีย์วัดป่าสัก จังหวัดเชียงราย

วัดจามเทวี
หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดกู่กุด ตั้งอยู่ริมถนนจามเทวี ตำบลในเมือง สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 1298 เป็นฝีมือช่างละโว้ ลักษณะพระเจดีย์เป็นสี่เหลี่ยมแบบพุทธคยาในประเทศอินเดีย แต่ละด้านมีพระพุทธรูปยืนปางประทานพรอยู่เป็นชั้นๆ ภายในเจดีย์บรรจุอัฐิของพระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญไชย ตามตำนานเล่าว่าเจ้าอนันตยศและเจ้ามหันตยศ ราชโอรสของพระนางจามเทวีได้สร้างขึ้น เพื่อบรรจุอัฐิของพระนางเมื่อปี พ.ศ. 1298 เดิมมียอดห่อหุ้มด้วยทองคำ ต่อมาจะเป็นสมัยใดไม่ทราบชัด ยอดพระเจดีย์หักหายไปชาวบ้านจึงเรียกว่า กู่กุด หรือมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า พระเจดีย์สุวรรณจังโกฏ

นอกจากนั้นยังมี รัตนเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ทางขวาของวิหาร สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 17 โดยพระยาสรรพสิทธิ์ ฐานล่างสุดเป็นรูป 8 เหลี่ยม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.40 เมตร สูงจรดยอด 11.50 เมตร องค์เจดีย์เป็นรูปสี่เหลี่ยม แต่ละเหลี่ยมเจาะเป็นซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูปยืน ก่ออิฐถือปูนทั้งองค์

ที่มา  http://www.siamfreestyle.com/forum/index.php?showtopic=368





สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม  จังหวัดลำปาง

วัดพระแก้วดอนเต้า สุชาดาราม

        ตั้งอยู่ที่ตำบลเวียงเหนือ เป็นวัดเก่าแก่และสวยงาม มีอายุนับพันปี เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1979 เป็นเวลานานถึง 32 ปี เหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่าวัดพระแก้วดอนเต้า มีตำนานกล่าวว่า พระมหาเถระแห่งวัดนี้ได้พบแก้วมรกตในแตงโม (ภาษาเหนือเรียกว่าหมากเต้า)และนำมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูปแต่ต่อมาถูก
อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุลำปางหลวง จนถึงปัจจุบัน ปูชนียสถานที่สำคัญในวัดพระแก้วดอนเต้า ได้แก่ พระเจดีย์องค์ใหญ่ บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า มณฑปศิลปะพม่า ลักษณะงดงาม ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่วิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่มีอายุเก่า พอๆกับวัดนี้ นอกจากนี้ยังมี วิหารหลวง และพิพิธภัณฑสถานแห่งลานนา การเดินทางไปยังวัดข้ามสะพาน
รัชฎาภิเษกแล้วเลี้ยวขวาไปตามถนนพระแก้วประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นองค์พระธาตุตั้งเด่นอยู่บนเนิน

 วัดศรีชุม

        เป็นวัดพม่าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาวัดพม่าที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด 31 วัด สร้างในปี พ.ศ. 2436 โดยคหบดีพม่าชื่อ อูโยซึ่งติดตามชาวอังกฤษเข้ามา
ทำงานป่าไม ้ในประเทศไทย เมื่อตนเองมีฐานะดีขึ้นจึงต้องการทำบุญ โดย
สร้างวัดศรีชุมขึ้นในเขตตำบลสวนดอก การเดินทางไปวัดศรีชุม จากถนน
พหลโยธินเมื่อถึงโรงเรียนบุญญวาทย์วิทยาลัยแล้ว เลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกเข้า
ถนนศรีชุมไปประมาณ 100 เมตร จะพบทางเข้าวัดอยู่ทางด้านขวามือจุดเด่นของวัดนี้เดิมอยู่ที่ พระวิหาร ซึ่งเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ หลังคาเครื่องไม้ยอดแหลมแกะสลักเป็นลวดลายสวยงามมากแต่เป็นที่น่าเสียดายว่า
ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้พระวิหาร ที่มีศิลปะการตกแต่งภายในร่วมสมัยระหว่างศิลปะล้านนาและศิลปะพม่าลง
ทั้งหลังเมื่อตอนเช้าตรู่ของวันที่ 16 มกราคม 2535 คงเหลือเพียงไม้แกะสลักตรงซุ้มประตูทางขึ้นวิหารเท่านั้น


วัดไชยมงคล

            ตั้งอยู่ที่ถนนสนามบิน ตำบลหัวเวียง เยื้องกับวัดป่าฝาง มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า วัดจองคา พุทธสถานที่เด่นของวัดคือกุฎิ ขนาดปานกลาง ตัวอาคารเป็นตึกสีขาว หลังคาเครื่อง
ไม้แบบพม่า หน้าบันประดับกระจกเป็นรูปเทวดา เสาประดับด้วยขดลวดโลหะสีทอง
ขดเป็นลายเครือเถา ประดับกระจกสีสวยงามม่านและระเบียงโดยรอบทำด้วยแผ่น
ไม้ฉุลฝีมือประณีต ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสำริด มีลักษณะงดงามสร้าง จากเมืองมัณฑเล สหภาพพม่า


วัดเจดีย์ซาวหลัง

             “ซาว” แปลว่า ยี่สิบ “หลัง” แปลว่า องค์ วัดเจดีย์ซาวหลัง แปลว่าวัดที่มีเจดีย์ 20 องค์ ตั้งอยู่ที่ตำบลต้นธงชัย ห่างจากตัวเมือง 5 กิโลเมตร ตามถนนสายลำปาง-แจ้ห่มเป็นวัดใหญ่
อยู่กลางทุ่งนา บริเวณวัดร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ วัดนี้เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ
ของจังหวัดลำปาง สร้างแต่โบราณ ทรงคุณค่าทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณวัตถุ จากหลักฐานการขุดพบพระเครื่องสมัยหริภุญชัยที่องค์พระเจดีย์ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า
วัดนี้สร้างมานานกว่าพันปี สิ่งที่น่าชมภายในวัดคือ องค์พระธาตุเจดีย์ซาว ที่มีศิลปะล้านนา
ผสมศิลปะพม่า ข้างหมู่พระเจดีย์มีวิหารหลังเล็ก ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ ศิลปะเชียงแสน ชาวบ้านเรียกว่า “พระพุทธรูปทันใจ” พระอุโบสถหลังใหญ่ซึ่งประดิษฐานพระประธานเป็นพระ
พุทธรูปปางมารวิชัย มีพุทธลักษณะงดงาม บานประตูทั้งสามเป็นของโบราณเขียนลวดลายรดน้ำละเอียดสวยงาม เสาซุ้มประตูหน้าต่างประดับลวดลายกระจกสีเป็นลักษณะศิลปะสมัยใหม่และที่ ศาลาการเปรียญ เรือนไม้ชั้นเดียว
ด้านหลังพระอุโบสถ ได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงโบราณวัตถุที่ชาวบ้านนำมาถวายนอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2526
ได้มีชาวบ้านขุดพบพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์หนัก 100 บาทสองสลึง มามอบให้แก่ทางวัดซึ่ง พระพุทธรูป
องค์นี้ชื่อว่า “พระแสนแซ่ทองคำ” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยล้านนา ราวพุทธศตวรรษที่ 21 ขนาดหน้าตักกว้าง 9 นิ้วครึ่ง สูง 15 นิ้วเป็นพระพุทธรูปทองคำองค์แรกที่ขึ้นทะเบียนเป็น
โบราณวัตถุแห่งชาติแล้ว

วัดพระธาตุลำปางหลวง

                ตั้งอยู่ที่ ต. ลำปางหลวง ห่างจากตัวเมืองลำปางประมาณ 18 กิโลเมตรตามทางหลวง
สายลำปาง-เถิน ถึงหลักกิโลเมตรที่ 586 เลี้ยวเข้าไปจนถึงที่ว่าการอำเภอเกาะคา จากนั้น
เลี้ยวขวาเข้าไปอีก 2 กิโลเมตรวัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม
และมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองลำปาง ตามตำนาน
กล่าวว่ามีมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ตัววัดตั้งอยู่บนเนิน มีบันไดนาคทอดขึ้นสู่ตัววัดพุทธสถานที่น่าสนใจได้แก่ วิหารหลวงซึ่งเป็นวิหารขนาดใหญ่ เปิดโล่ง มีกู่บรรจุพระเจ้าล้านทองเป็นประธานของพระวิหาร หลังพระวิหารมีเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่รั้วทองเหลืองรอบองค์พระเจดีย์มีรูกระสุนปืนที่หนานทิพย์ช้างยิงท้าวมหายศปรากฎอยู่ ด้านขวาองค์เจดีย
์เป็นวิหารน้ำแต้ม (“แต้ม” แปลว่าภาพเขียน) เป็นวิหารเปิดโล่ง ปัจจุบันภาพเขียนลบเลือนไปมาก ด้านซ้ายของ
พระเจดียเป็นวิหารพระพุทธ เป็นอาคารปิดทึบ มีพระประธานแบบเชียงแสนองค์ใหญ่อยู่เต็มอาคาร หน้าบันของวิหารพระพุทธเป็นลายดอกไม้ติดกระจกสี และพิพิธภัณฑ์ของวัด ซึ่งรวบรวมศิลปวัตถุจากที่ต่างๆ ที่หาชมได้ยาก เช่น สังเค็ด ธรรมาสน์เทศน์ คานหาบ ตู้พระไตรปิฎก เป็นต้น นอกจากนี้วัดพระธาตุลำปางหลวง
ยังเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วดอนเต้า ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลำปาง ทุกปีจะมีงานประจำปี
ในวันเพ็ญเดือน 12

ที่มา  http://www.lks.ac.th/teacher/suree/01/travel_v.htm

สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม  จังหวัดแม่ฮ่องสอน

วัดพระธาตุดอยกองมู
หากมาเที่ยวแม่ฮ่องสอนแล้วไม่ได้ขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยกองมูถือว่ามาไม่ถึงแม่ฮ่องสอน   เพราะพระธาตุแห่งนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองแม่ฮ่องสอน   หากมองจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนขึ้นไปบนยอดดอยแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ เมืองจะเห็นพระธาตุสีขาวเด่นอยู่บนยอดดอย นั่นคือ พระธาตุดอยกองมู      สิ่งสำคัญภายในประกอบด้วยเจดีย์ทรงมอญ ๒ องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย จองต่องสู่ คหบดีผู้มั่งคั่งชาวเมืองแม่ฮ่องสอน เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งนำมาจากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย พระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก ระหว่างเจดีย์ทั้งสององค์นั้นมีวิหารที่มีหลังคาที่มีลวดลายฉลุสวยงามแบบไทยใหญ่ ภายในเป็นที่ประดิษฐานของพระประธาน เป็นพระพุทธรูปแบบพม่าไว้ให้ผู้จิตศัทธาได้กราบไหว้พระธาตุดอยกองมูเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองแม่ฮ่องสอนและนักท่องเที่ยวโดยทั่วไป   นอกจากการนมัสการพระธาตุคู่เมืองแล้วบริเวณวัดยังเป็นจุดชมวิวเมืองแม่ฮ่องสอนที่สวยงามยิ่ง   นักท่องเที่ยวจะสามารถมองเห็นวิวเมืองแม่ฮ่องสอนที่เงียบสงบอยู่ท่ามกลางขุนเขาได้อย่างชัดเจน   มองเห็นหนองจองคำและวัดจองคำจองกลางที่ตั้งเด่นอยู่ใจกลางเมืองแม่ฮ่องสอน   มองเห็นสนามบินแม่ฮ่องสอน   หากมีโอกาศขึ้นมาในต้อนเช้าตรู่ที่นี่ยังเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกยาวเช้าที่สวยงามไม่แพ้ที่ใดในแม่ฮ่องสอนอีกด้วย

การสักการะพระธาตุ  ที่นี่จะใช้พานพุ่มดอกไม้ที่จัดเป็นชุดตามความเชื่อของทางเหนือถือเวียนรอบพระธาตุจำนวน 3 รอบ จากนั้นก็นำพานดอกไม้ไปวางไว้ที่ซุ้มพระประจำวันเกิด พานพุ่มมีไว้บริการนักท่องเที่ยวตามแต่จิตศัทธาจะบริจาค

การเดินทาง   จากสามแยกอนุสาวรีย์พระยาสิงหนาทราชาในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนให้ขับตรงมา จะเห็นป้ายเลี้ยวซ้ายขึ้นดอยกองมู  เลี้ยวไปตามทางขึ้นดอยประมาณ 1 กิโลเมตร


วัดหัวเวียง หรือ วัดกลางเวียง ตั้งอยู่ที่ถนนสีหนาทบำรุง ตำบลจองคำ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๖ เป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าพาราละแข่ง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องประจำเมืองที่งดงามมาก มีประวัติว่าหล่อจำลองจาก พระมหามุนี  ซึ่งเป็นเจ้าพาราละแข่งองค์จริง ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า โดยลุงจองโพหย่า เดินทางไปนิมนต์มา พระเจ้าพาราละแข่งองค์นี้สร้างเป็นท่อนๆ ทั้งหมด ๙ ท่อน ล่องมาตามแม่น้ำปาย แล้วนำมาประกอบที่วัดพระนอนและนำมาประดิษฐานที่วัดหัวเวียง หรือวัดกลางเวียง ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง ปัจจุบันวิหารที่ประดิษฐานพระเจ้าพาราละแข่ง



จุดเด่นของวัดหัวเวียง ได้แก่ พระเจ้าพาราละแข่ง วิหารพระเจ้าพาราละแข่ง ทำด้วยไม้สักทั้งหลังมีลักษณะเป็นจองพาลาหลายชั้น แกะสลักด้วยลวดลายสวยงามแบบศิลปะไทยใหญ่

วัดศรีบุญเรือง

เป็นวัดที่สร้างด้วยศิลปะแบบไทยใหญ่ที่งดงามอีกวัดหนึ่ง อยู่ติดกับวัดจองสูงใช้ประตูทางเข้าทางเดียวกัน สิ่งที่น่าชมในวัดนี้คือ จอง คำว่า จอง   นั้นเป็นคำในภาษาไทยใหญ่ ซึ่งหมายถึงอาคารภายในวัดที่ใช้สำหรับประกอบศาสนกิจทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในวัด    หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ๆ จองกับศาลาก็คืออันเดียวกันนั่นเอง   จองที่วัดศรีบุญเรืองสร้างตามศิลปะแบบไทยใหญ่หลังคาซ้อนชั้น ประดับสังกะสีฉลุลวดลายละเอียดมาก   มีลักษณะเป็นจองขนาดใหญ่มีสามหลังติดต่อกัน บนจองมีภาพเขียนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวสสันดรชาดก ซึ่งเขียนโดยช่างชาวพม่าทั้งหมด ๑๓ กัณฑ์   นอกจากนี้ภายในวัดยังประดิษฐานพระพุทธรูปหยกขาวที่นำมาจากเมืองมัณฑะเลย์ประเทศพม่า ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหยกขาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย   วัดศรีบุญเรืองตั้งอยู่กลางเมืองแม่สะเรียง บนถนนแม่สะเรียง ตรงข้ามโรมแรมมิตรอารีย์ และอยู่ติดกับวัดจอง

ที่มา  http://www.tourdoi.com/north/meahongson/index.html


สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม  จังหวัดพิษณุโลก

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร

วัดนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วัดใหญ่" เป็นวัดที่สำคัญที่สุดในจังหวัดพิษณุโลก โดยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช วัดนี้ตั้งอยู่ที่เชิงสะพานนเรศวรทางด้านตะวันออกของเมือง

วัดนี้สร้างในรัชสมัยของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ ( พระยาลิไท ) เมื่อปี พ.ศ.๑๙๐๐ ภายในประดิษฐานพระพุทธชินราช พระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสำริด ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๑๔๗ สมเด็จพระเอกาทศรฐ ทรงโปรดฯให้นำ เครื่องทองราชูปโภคไปแผ่เป็นทองแผ่นแล้วนำมาปิด พระพุทธชินราชด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองจนแล้วเสร็จ พระพุทธชินราชจึงมีความงดงามยิ่งในปัจจุบัน

นอกจากนี้ภายในวัดยังมีสิ่งที่น่าชมอีกหลายอย่าง เช่น บานประตูพระวิหารทำด้วยไม้ประดับมุกงดงาม ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงสร้างถวายพระพุทธชินราชเมื่อปี พ.ศ.๒๒๙๙ หลังพระวิหารมีพระปรางค์ใหญ่สูง ๑๘ วา มีบันไดขึ้นไปจนถึงคูหาบรรจุพระบรมธาตุ ด้านห้าปรางค์มีพระอัฏฐารสและเนินวิหารเก้าห้อง ปัจจุบันเหลือแต่องค์พระที่บูรณะขึ้นใหม่


วัดราชบูรณะ
วัดนี้ตั้งอยู่บนริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่านใกล้กับ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดนี้มีเจดีย์ที่งดงามยิ่ง โดยสันนิษฐานว่าวัดนี้ได้รับการสร้างในรัชสมัยของ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเพราะว่าพระองค์ทรงปกครอง พิษณุโลกเป็นเมืองหลวงถึง ๒๕ ปี ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

วัดนางพญา
วัดนี้ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับวัราชบูรณะ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยเดียวกับวัดราชบูรณะ วัดนี้มีชื่อเสียงในด้านพระเครื่องซึ่งถูกค้นพบใน พ.ศ.๒๔๔๔ - ๒๔๙๗

วัดเจดีย์ยอดทอง
ตั้งอยู่นอกกำแพงเทืองพิษณุโลก ปัจจุบันเหลือเพียงเจดีย์เท่านั้น สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย

วัดจุฬามณี
ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน ทางใต้ของตัวเมืองไปประมาณ ๕ กิโลเมตร ถูกสร้างก่อนสมัยสุโขทัย โดยลักษณะเป็นปรางค์ของเขมรซึ่งสำคัญมากใน พิษณุโลก


ที่มา http://phitsanulok-guide.com/Thattractions/ThAttractions.html



สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม   จังหวัดเชียงราย

วัดพระสิงห์
วัดพระสิงห์เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ มีเนื้อที่ ๔ ไร่ ๒ งาน ๕๒ ตารางวา ตั้งอยู่ที่ถนนสิงหไคล ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย สันนิษฐานกันว่า น่าจะสร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๒๘ ในรัชสมัยของพระเจ้ามหาพรหม พระอนุชาของพระเจ้ากือนา เจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมาครองเมืองเชียงรายระหว่างพุทธศักราช ๑๘๘๘ - ๑๙๔๓


วัดพระธาตุจอมสัก
พระธาตุจอมสัก เดิมชื่อ พระธาตุดอยบ้านยาง เป็นวัดสังกัดมหานิกาย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำกกมากนัก ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 92 ไร่ บริเวณรอบๆ เป็นวัดสวนป่าสัก จึงได้ชื่อว่าวัดพระธาตุจอมสัก จากการสำรวจของหัวหน้ากรมศิลปากรในครั้งนั้นได้ภาพถ่ายทางอากาศของวัดพระธาตุจอมสักมาดู พบว่าบริเวณรอบๆ มีคูน้ำล้อมรอบอยู่ จากหลักฐานทางที่จารึกบนใบลานพบว่า สร้างขึ้นในสมัยโยนกไชยบุรีศรีเชียงแสน


วัดพระแก้ว
วัดพระแก้ว เป็นจุดที่ค้นพบพระแก้วมรกต และเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตเป็นเวลา 45 ปี ก่อนที่จะเอิญไปยังเชียงใหม่ วันนี้แต่เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดป่าเยี้ย หลังพระอุโบสถมีเจดีย์อยู่องค์หนึ่งซึ่งได้พังลงมาแล้วได้พบพระพุทธรูปลงรักปิดทององค์หนึ่งตกลงมาจากเจดีย์จึงได้อัญเชิญไปไว้วิหารหลวงได้ 2 เดือน ต่อมาปูนกระเทาะออกจึงเห็นเป็นแก้วสีเขียวทั้งองค์ หลังจากนั้นวัดนี้จึงเรียกสืบต่อกันมาว่า วัดพระแก้ว ปัจจุบันเจดีย์องค์ดังกล่าวได้รับการบูรณะใหม่เป็นเจดีย์หุ้มทองจังโก๋เหลืองอร่ามทั้งองค์

วัดร่องขุ่น
ออกแบบและสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน ์ ศิลปินที่มีชื่อเสียงของไทย สร้างขึ้นด้วยแรงปณิธานที่มุ่งมั่น รังสรรค์งานศิลปะที่งดงามแปลกตาผสานวัฒนะธรรมล้านนาอย่างกลมกลืน ทั้งลวดลายปูนปั้นประดับกระจกและจิตรกรรรมฝาผนังขนาดใหญ่ ลักษณะเด่นของวัดคือ พระอุโบสถถูกแต่งด้วยลวดลายกระจกสีเงินแวววาวเป็นเชิงชั้นลดหลั่นกันไป หน้าบันประดับด้วยพญานาคมีงวงงาดูแปลกตาน่าสนใจมาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ






สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม  จังหวัดเชียงใหม่

วัดพระสิงห์วรวิหาร(วัดประจำปีมะโรง) : ที่ตั้ง ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
จุดเด่น : วิหาร , หอไตร , สักการะพระพุทธสิหิงค์ , ชมซุ้มประตูโขง , จิตรกรรมฝาผนัง
ประวัติย่อ : วัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ของเชียงใหม่และวัดนี้สร้างในปี พ.ศ 1888 หรือประมาณ 660 ปี โดยพญาผายูกษัตริย์องค์ที่ 7 ในราชวงค์มังรายทรงโปรดให้สร้าง ซึ่งแต่เดิม
มีชื่อว่า "วัดลีเชียง" เช่นเดียวกับชื่อตลาด (ในอดีตบริเวณวัดเป็นตลาด ชื่อ กาดลีเชียง) ในสมัยที่พระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์องค์ที่ 9 เป็นผู้ครองนครเชียงใหม่ในปี พ.ศ 1983 เจ้ามหาพรหมได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองกำแพงเพชร เพื่อถวายแด่พระเจ้าแสนเมืองมา โดยจะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัด บุปฝาราม แต่เมื่อรถที่อัญเชิญมาถึงหน้าวัดลีเชียง รถเกิดติดขัดไม่สามารถชักลากไปได้ จึงให้ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ไว้ที่วัดนี้ ต่อมาวัดนี้ได้ชื่อเพิ่มว่า " วัดลีเชียงพระ " และต่อมาเรียกกันว่า วัดพระสิงห์



วัดเจดีย์หลวง : ที่ตั้ง ถนน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
จุดเด่น : เจดีย์ , วิหาร , เสาอินทขิล , ต้นนิโกรใหญ่
ประวัติย่อ : วัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ของเชียงใหม่วัดเจดีย์หลวง หรือวัดโชติการาม หรือราชกูฏ หรือกุฏาราม สร้างในสมัยพญาแสนเมืองมา (พ.ศ. 1928 - 1944) โอรสของพญากือนา ต่อมารวมพื้นที่กับวัดสุขมินท์วัดหอธรรมวัดสบฝางหรือป่าฝาง และบางส่วนของวัดพันเตาเรียกว่าวัดเจดีย์หลวง




วัดพระธาตุดอยสุเทพ : ที่ตั้ง ถนนศรีวิชัย ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๒๐๐
จุดเด่น : บันไดนาค (185 ขั้น) , เจดีย์ ,วิหาร , ทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่
ประวัติย่อ : วัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ของเชียงใหม่วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นวัดที่มีความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์และเป็นวัดท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่รู้จักของประชาชนชาวไทยโดยทั่วไป ในฐานะที่เป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากวัดหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 14 กิโลเมตร

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจังหวัดเชียงใหม่ : ที่ตั้ง ถนนเชียงใหม่-ลำปางตำบลช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่
ข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เก็บรวบรวมประวัติต่างๆของเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนถนนซูเปอร์ไฮเวย์ (เชียงใหม่-ลำปาง) ใกล้ๆ กับวัดเจ็ดยอด รวบรวมสิ่งของที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของภาคเหนือไว้ เช่น พระพุทธรูปสกุลช่างสมัยล้านนาต่างๆ และพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน เครื่องไม้แกะสลัก เครื่องถ้วยภาคเหนือ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวล้านนาและชาวเขาเผ่าต่างๆ ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่
พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. หยุดช่วงวันสงกรานต์ และวันปีใหม่ ค่าเข้าชม คนไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท นักเรียน นักศึกษาฟรี รายละเอียด โทร. 0 5322 1308


ที่มา http://chiangmaidd.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

10 อันดับแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม


10 อันดับแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม โบราณสถาน และประวัติศาสตร์ของไทย
คอลัมน์ 50 สุดยอดแหล่งท่องเที่ยวไทยในดวงใจ นิตยสาร อ.ส.ท.
อันดับ 10 อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี

พระนครคีรี หรือเขาวัง เป็นพระราชวังแห่งเดียวของประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนยอดเขา ซึ่งแต่เดิมมีชื่อเรียกว่า ‘เขาสมณะ’ เนื่องจากมีวัดสมณะ อารามเก่าตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาอยู่บนไหล่เขาด้านตะวันออก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ครั้งยังผนวชอยู่เคยเสด็จมาปฏิบัติภาวนาบนยอดเขา หลังเสด็จขึ้นครองราชย์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังขึ้น โดยยอดเขาทางทิศตะวันตกเป็นที่ประทับและเรือนบริวาร ยอดกลางเป็นที่ตั้งของพระธาตุจอมเพชร บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และบนยอดเขาด้านตะวันออกเป็นที่ตั้งของวัดพระแก้ว อารามประจำพระราชวังพระนครคีรี พระราชทานนามว่า ‘พระราชวังพระครคีรี’ โดดเด่นด้วยความงดงามของสัดส่วนที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างสถาปัตยกรรมกับสภาพภูมิประเทศ

อันดับ 9 อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จังหวัดนครราชสีมา

เมืองโบราณในแบบแผนของสถาปัตยกรรมขอม ชื่อ ‘พิมาย’ มาจากคำว่า ‘วิมาย’ หรือ ‘วิมายปุระ’ ที่ปรากฏในจารึกภาษาขอมบนแผ่นหินตรงกรอบประตูระเบียงคดด้านหน้าของปราสาท จุดเด่นของเมืองคือปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จากหลักฐานศิลาจารึกและรูปแบบทางศิลปะสร้างบ่งบอกว่า สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในฐานะเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ รูปแบบของศิลปะเป็นแบบบาปวนผสมผสมผสานกับศิลปะแบบนครวัด ซึ่งปราสาทนี้ได้ถูกดัดแปลงมาเป็นสถานที่ทางศาสนาพุทธในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พิมาย ยังเป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุศิลปะขอมเอาไว้จำนวนมากและน่าสนใจที่สุดของประเทศไทยอีกด้วย

อันดับ 8 พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองนครปฐม พระเจดีย์องค์เดิมมีลักษณะทรงโอคว่ำ หรือทรงมะนาวผ่าซีก แบบเดียวกับพระสถูปสาญจี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า เจดีย์ใหญ่องค์นี้อาจเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นแต่ละครั้งพระสมณทูตของพระเจ้าอโศกมหาราชเดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก จึงโปรดเกล้าฯให้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นและพระราชทานนามใหม่ว่า ‘พระปฐมเจดีย์’ อันมีความหมายว่าเจดีย์แห่งแรก ปัจจุบันยังคงมีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาสักการะเป็นจำนวนมากทุกปี ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ยังเป็นแหล่งรวบรวมศิลปกรรมชิ้นเยี่ยมสมัยทวารวดีเอาไว้มากที่สุดด้วย

อันดับ 7 พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม

ตามตำนานกล่าวว่า องค์พระธาตุเดิมสร้างมานานไม่น้อยกว่า 2,300 ปี โดยพระมหากัสสปะพร้อมพระอรหันต์ 500 องค์ ได้นำพระอุรังคธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบรรจุไว้ พระธาตุพนมเคยล้มทลายลงทั้งองค์ใน พ.ศ. 2518 เนื่องจากความเก่าแก่และถูกพายุฝนกระหน่ำต่อเนื่องกันหลายวัน ชาวไทยทั้งประเทศได้ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์บูรณปฏิสังณ์องค์พระธาตุขึ้นใหม่ตามแบบเดิม แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2522 ในวันนี้พระธาตุพนมจึงยังคงตระหง่านงามอยู่เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมไปถึงทางฝั่งลาวด้วย ในวันเพ็ญเดือน 3 ของทุกปี จะมีพุทธศาสนิกชนหลั่งไหลมาร่วมงานสมโภชพระธาตุพนมจากทั่วทุกสารทิศ

อันดับ 6 อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย

เมืองโบราณที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเมืองศรีสัชนาลัยอย่างใกล้ชิดในด้านประวัติความเป็นมา ขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2534 ในนามเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวารร่วมกับเมืองศรีสัชนาลัยและเมืองกำแพงเพชร เป็นแหล่งศิลปกรรมอันงดงามอ่อนช้อย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นแหล่งกำเนิดศิลปวัฒนธรรมสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรไทย การวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในด้านศิลปกรรม พุทธประติมากรรมของสุโขทัยได้รับการยอมรับกันว่าเป็นสุดยอดทางความงามของศิลปะไทย เมืองเก่าสุโขทัยมีโบราณสถานขนาดใหญ่ตระการตาหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะพระพุทธรูปขนาดมหึมา แต่ในเรื่องของบรรยากาศความเป็นธรรมชาติอาจเป็นรองศรีสัชนาลัยอยู่เล็กน้อย เนื่องจากอยู่ใกล้กับเมือง

อันดับ 5 อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

เมืองโบราณที่มีร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ยุคชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ พัฒนาการขึ้นมาตามลำดับ จนกระทั่งเป็นแว่นแคว้นที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมระดับสูง ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2534 โดดเด่นด้วยโบราณสถานขนาดใหญ่จำนวนมากมายที่สร้างด้วยศิลาแลง ทั้งในส่วนของเมืองเชลียง อันเป็นเมืองในยุคเริ่มแรก และในส่วนของเมืองศรีสัชนาลัยซึ่งเป็นส่วนต่อขยายที่เจริญขึ้นในยุคต่อมา โบราณสถานเหล่านี้ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเทือกทิวเขาและแมกไม้อันร่มรื่น ปราศจากการรบกวนจากความเจริญสมัยใหม่ จัดว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่มีบรรยากาศงดงามสมบูรณ์มากที่สุดของประเทศไทย

อันดับ 4 วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

องค์พระปรางค์สูงตระหง่านเสียดฟ้าริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดด้านงานสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมแห่งหนึ่งของยุครัตนโกสินทร์ ด้วยความสูงทั้งสิ้น 33 วาเศษ จึงถือว่าเป็นพระปรางค์ที่สูงที่สุดในโลกด้วย สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 รอบองค์ปรางค์วิจิตรอลังการด้วยการตกแต่งประดับประดาด้วยถ้วยชามกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ เป็นเอกลักษณ์อันเป็นที่รู้จักดีอย่างหนึ่งของประเทศไทยในสายตาชาวต่างประเทศ จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของตราสัญลักษณ์ขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) ซึ่งกลายมาเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในทุกวันนี้

อันดับ 3 อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

อดีตราชธานีที่มีอายุยาวนานที่สุดของสยามประเทศ คือ 417 ปี ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2534 ร่องรอยสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่และงดงามที่หลงเหลือกระจัดกระจายอยู่สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองสืบเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย แม้ในระยะหลังจะมีปัญหาความเสื่อมโทรมและการรุกล้ำพื้นที่ จนมีข่าวลือหนาหูว่าจะถูกเพิกถอนจากบัญชีมรดกโลก แต่ท้ายที่สุดก็ได้รับการปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหาจนคลี่คลายไปได้ด้วยดี ด้วยระยะทางที่อยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ ไม่ไกลเกินนักท่องเที่ยวทั่วๆ ไปจะไปสัมผัสได้ ทำให้ได้รับคะแนนนิยมมาเป็นอันดับ 3

อันดับ 2 วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองบนยอดดอยสูง สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุตั้งแต่ พ.ศ. 1916 ในสมัยพญากือนาแห่งอาณาจักรล้านนา ความสง่างามขององค์พระธาตุเจดีย์เหลี่ยมประดับด้วยแผ่นทองอร่ามตา รวมทั้งการตกแต่งประดับประดาด้วยศิลปกรรมล้านนาอันงดงาม ท่ามกลางม่านหมอกของผืนป่าอันอุดมสมบูรรณ์เหนือเทือกเขาดอยสูง รวมทั้งสภาพอากาศอันเย็นสบาย ผสมผสานกันเป็นบรรยากาศอันขรึมขลังที่แตกต่างจากสถานที่อื่นๆ อย่างเป็นเอกลักษณ์ สร้างความประทับใจกับผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกใจที่จะได้รับคะแนนนิยมอย่างล้นหลาม

อันดับ 1 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ ‘วัดพระแก้ว’ กรุงเทพมหานคร

พระอารามหลวงในบริเวณพระบรมมหาราชวังแห่งนี้ เป็นหนึ่งในบรรดาแหล่งท่องเที่ยวแห่งแรกๆ ของประเทศ ที่เปิดเผยออกสู่สายตาของชาวโลกเมื่อแรกเริ่มมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวขึ้นในประเทศไทยเมื่อ 50 ปีก่อน นอกจากความสำคัญในฐานะเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ‘พระแก้วมรกต’ สถาปัตยกรรมหลายยุคหลายสมัยที่สร้างเสริมสืบต่อกันมาและการตกแต่งประดับประดาอันอลังการ ก็เป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดใจ โดยเฉพาะจิตรกรรมฝาผนังรอบพระระเบียงคด เรื่องรามเกียรติ์อันวิจิตรตระการตาและมีความยาวที่สุดในโลก

จากการสำรวจโดยกรุงเทพโพลของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อต้นปี 2553 นี้ วัดพระศรีรัตนศาสดารามยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมากที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย เรียกว่าได้คะแนนเสียงทั้งจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างเป็นเอกฉันท์ สมศักดิ์ศรีความเป็น ‘สุดยอดของสุดยอด’ แหล่งท่องเที่ยวไทยในดวงใจอย่างแท้จริงละครับอันดับนี้

และไม่น่าเชื่อเหมือนกันค่ะ มาถึงตรงนี้ปรากฏว่าผลโหวตสองอันดับแรกของอนุสาร อ.ส.ท. สอดคล้องกับการประกาศผล World’s Best Award 2010 ที่จัดโดย Travel & Leisure นิตยสารด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงในสหรัฐอเมริกา อยู่ในเครือของ American Express เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยกรุงเทพมหานครติดอันดับ 1 และเชียงใหม่ติดอันดับ 2 จะเป็นการบังเอิญหรืออย่างไรก็ไม่รู้ละค่ะ พอดิบพอดีจริงๆ ราวกับนัดกันไว้