วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม  จังหวัดแพร่


การท่องเที่ยววัดจอมสวรรค์ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญของจังหวัดแพร่ โดยวัดตั้งอยู่บนถนนยันตรกิจโกศล ตำบลทุ่งกวาว ห่างจากศาลากลางจังหวัด 1 กิโลเมตร


     วัดจอมสวรรค์เป็นวัดไทยใหญ่ สร้างแบบสถาปัตยกรรมพม่า หลังคาซ้อนลดหลั่นเป็นชั้นประดับประดาลวดลายฉลุ อารามเป็นไม้สัก ใช้เป็นทั้งโบสถ์ วิหาร และกุฏิ ภายในอารามแสดงให้เห็นฝีมือการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เพดาน และเสาฉลุไม้ประดับกระจกสีงดงาม

     โบราณวัตถุภายในวัด ได้แก่ หลวงพ่อสาน เป็นพระพุทธรูปที่สร้างโดยใช้ไม้ไผ่สานเป็นองค์ลงรักปิดทอง พระพุทธรูปงาช้าง ซึ่งเป็นศิลปะแบบพม่า คัมภีร์งาช้าง หรือคัมภีร์ปาติโมกข์ โดยนำงาช้างมาบดแล้วอัดเป็นแผ่นบาง ๆ เขียนลงรักแดง จารึกเป็นอักษรพม่า และยังมี บุษบก ลวดลายวิจิตรงดงามประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อน

      วัดจอมสวรรค์นี้สร้างสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2437 โดยชาวเงี้ยว ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ในพม่า และเดินทางมาค้าขายที่เมืองแพร่ เมื่อเกิดเหตุการณ์เงี้ยวปล้นเมืองแพร่ วัดจึงถูกปล่อยให้ทรุดโทรม ต่อมาได้รับการบูรณะจากชาวไทยใหญ่

วัดพระธาตุช่อแฮ



เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ พระธาตุช่อแฮ เป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระธาตุช่อแฮ ซึ่งเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ ที่บรรจุเส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้า มีประวัติความเป็นมาว่าสร้างในสมัยสุโขทัย เป็นพระธาตุรูปทรง แปดเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสอง สูงประมาณ ๓๓ เมตรศิลปะแบบเชียงแสนบุด้วยทองดอกบวบ เป็นพระธาตุประจำปีเกิด ของคนเกิดปีขาล(เสือ)ผู้ที่ได้มาเที่ยวจังหวัดแพร่ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการได้ไปเที่ยววัดพระธาตุช่อแฮ และไปกราบไหว้พระเจ้าทันใจ และหลวงพ่อ ช่อแฮ เพื่อเป็นศิริมงคลต่อตัวเองและครอบครับผู้ที่มาเที่ยวองค์พระธาตุเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ๑ ใน ๑๒ ราศรี คือเป็น พระธาตุประจำปีเกิดปีขาล(เสือ)หากว่าผู้ที่เกิดปีขาลนำผ้าแพรสามสีมาถวายจะทำให้ชีวิตมีพลังคุ้มครองป้องกันศัตรูได้ การสวด และไหว้ให้เริ่มต้นนะโม ๓ จบสวดตามด้วยคาถาบูชาพระธาตุ ๕ จบ พลังบารมีจะดลปันดาล ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นปัจจุบันวัดพระธาตุช่อแฮได้พัฒนาทุกๆ ด้านให้สมกับเป็นวัดคู่บ้าน คู่ เมือง เมือง โดยมี พระครูวิมลกิตติสุนทร เจ้าอาวาสชาวจังหวัดแพร่ได้จัดงานประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮขึ้นระหว่างขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๔ ใต้ เดือน ๖ เหนือ ทุกปี โดยใช้ชื่อว่า"งานไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง" บันใดนาคทางด้านทิศตะวันออก และทิศใต้องค์พระธาตุมีอายุหลายร้อยปี สันนิฐานว่าสร้างหลังจากองค์พระธาตุสร้างเสร็จ


วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี

วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดที่ได้รวบรวมเอาศิลปกรรมชั้นยอดของหลาย ๆ ที่มารวมกันไว้ที่วัดแห่งนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะแบบล้านนา และศิลปะแบบสิบสองปันนาในมณฑลยูนานของประเทศจีน เรียกว่าทุกชิ้นงานนั้น ประณีตงดงาม มากด้วยคุณค่าครับ วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 ตำบลเด่นชัย จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีระยะทางห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 527 วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่ริมถนนหมายเลข 101 สายเด่นชัย – ลำปาง ห่างจากสามแยกเด่นชัยประมาณ 5 กิโลเมตร หลังจากขับรถผ่านค่ายทหาร ม.พันสิบสอง หรือค่ายพญาไชยบูรณ์ สังเกตุด้านขวามือให้ดี ๆ ครับ เพราะจะเห็นวัดนี้ตั้งอยู่บนม่อนดอยโทน สูงเกือบ 200 เมตร แต่สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดก็คือ องค์พระพุทธไสยาสน์

วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร

         พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่บนถนนเจริญเมือง บริเวณใจกลางเมือง ในเขตเทศบาลเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เป็นวัดสำคัญประจำจังหวัดแพร่ เป็นพระอารามหลวง มีปูชนียวัตถุสำคัญ คือ พระพุทธบาทจำลอง พระเจดีย์มิ่งเมือง และพระพุทธโกศัยศิริชัยศากยมุนี ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดแพร่ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่พระพุทธศาสนา และการศึกษาด้านปริยัติธรรมของจังหวัดแพร่ และเป็นที่ตั้งวิทยาเขตของมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
           วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร เป็นวัดที่เกิดจากการรวมวัดโบราณ ๒ วัด คือ วัดพระบาท และวัดมิ่งเมือง ซึ่งอยู่ใกล้กันเพียงแค่ถนนคั่น วัดทั้งสองเป็นวัดขนาดใหญ่ และเป็นวัดประจำจังหวัดแพร่ วัดพระบาทเป็นวัดที่อุปราชหรือเจ้าหอหน้า เป็นมรรคทายก เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง และมีพระธาตุมิ่งเมืองเป็นสัญลักษณ์ วัดทั้ง ๒ แห่งนี้ สร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏสันนิษฐานว่า เจ้าผู้ครองนครแพร่เป็นผู้สร้างขึ้น จากการศึกษาอันดับเจ้าอาวาสวัดพระบาท ที่มีการปกครองกันมาอย่างต่อเนื่อง สันนิษฐานว่าวัดพระบาทน่าจะสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. ๒๓๘๐ ซึ่งเป็นปีเกิดของพระครูพุทธวงศาจารย์เจ้าอาวาส ที่สามารถทราบประวัติได้ ส่วนวัดมิ่งเมืองก็น่าจะสร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน
     พ.ศ. ๒๔๙๒ รวมวัดทั้งสองแห่งเป็นวัดเดียวกัน โดยใช้ชื่อว่า วัดพระบาทมิ่งเมือง พ.ศ. ๒๔๙๘ วัดพระบาทมิ่งเมือง ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรีชนิดวรวิหาร มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร




ที่มา  http://www.heroparttime.com/%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%84/
http://bybyekaa.blogspot.com/2011/09/blog-post_6956.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น